เชลซี โค่น หงษ์แดง ลิเวอร์พูล เข้า 8 ทีม FA Cup !

หงษ์แดงพ่าย แบบไร้สกอร์ เป็นเกมที่สองติดต่อกัน ทุกรายการ หลังบุกไปแพ้ให้กับ สิงโตน้ำเงิน เชลซี 0 – 2 ทำให้ เชลซี เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึก เอฟ เอ คัพ


ศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 5 เมื่อคืนวันอังคารที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา เจ้าถิ่น เชลซี เปิดสแตมฟอร์ด บริดจ์รับการมาเยือนของจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกอย่าง ลิเวอร์พูล โดย “สิงห์บลูส์” รอบที่ผ่านมาบุกไปคว้าชัยเหนือ ฮัลล์ ซิตี้ 2-1 ขณะที่ฝั่ง “หงส์แดง” ต้องเล่นรีแมตช์ในรอบ 4 ก่อนจะใช้เด็กชุดยู-23เบียดคว้าชัยเหนือ ชรู์วสบิวรี่ 1-0     เกมนี้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด โรเตชั่นผู้เล่นบางตำแหน่ง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ยืนหน้าเป้า โดยมี วิลเลี่ยน, รอสส์ บาร์คลี่ย์ และเปโดร ปั้นเกมรุกสนับสนุน ส่วนทางฝั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ กลับมาใช้ชุดใหญ่ผสมกับตัวสำรองลงสนาม วาง ทาคูมิ มินามิโนะ ,ดิว็อค โอริกี้ และ ซาดิโอ มาเน่ เป็นสามตัวรุก  


    เริ่มเกมมาได้แค่ 3 นาที กลายเป็นทีมเยือนที่เกือบชิงขึ้นนำไปก่อน จากความผิดพลาดของ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เปิดไปติดตัว ดิว็อค โอริกี้ ก่อนที่บอลจะถึง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ลากถึงเส้นหลังแล้วเปิดมาเสาไกลให้ มาเน่ จับบอลลงแต่จังหวะยิงเลียดไปตรงตัว เกปา

    นาทีที่ 7 เจ้าบ้านได้ลุ้นบ้างเช่นกัน จากลูกเตะมุมทางด้านซ้าย วิลเลี่ยน เปิดมาเสาไกล เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ได้โขกแต่บอลหลุดเสาออกไปนิดเดียว

    นาที 12 เปโดร ซัดบอลไปติดบล็อคแนวรับหงส์บอลเลยมาเข้าทาง ชิรูด์ ไหลออกขวาให้ วิลเลี่ยน ยิงไปติดเซฟของ อาเดรียน ก่อนจะตามรับไว้ได้

    กระนั้นอีกนาทีถัดมา เจ้าถิ่นมาได้ประตูนำ 1-0 จนได้ จากความผิดพลาดของ ฟาบินโญ่ ที่รับบอลจากโกเมซไม่อยู่กลายเป็น สไลด์บอลส่งให้ วิลเลี่ยน ตะบันด้วยขวานอกกรอบเต็มแรงบอลพุ่งตรง อาเดรียน ที่รับไม่อยู่ปลิ้นเข้าประตูไป

    นาที 19 “หงส์แดง” พลาดโอกาสทวงประตูคืน วิลเลี่ยมส์ ครอสไปหน้าประตูแนวรับเชลซีสกัดไม่ดีมาเข้าทาง มินามิโนะ แต่ดาวยิงเลือดซามูไรดันยิงหวืดก่อนมาเข้าทาง ซาดิโอ มาเน่ กลับตัวยิงไม่ถึง 5 หลา บอลไปติดตัว เกปา เซฟออกมาโดน ดิว็อค โอริกี้ หวดด้วยขวาแต่ก็ยังตรงตัว เกปา อีก บอลกระดอนมาเข้าทาง เคอร์ติส โจนส์ ตามซ้ำดาบสามแต่ เกปา ยังเหนียวทุบออกมาได้
    
    บอลแลกกันสนุก นาที 26 คราวนี้เป็นโอกาสอีกครั้งของฝั่ง เชลซี บอลโด่งมาถึง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ โขกเช็ดต่อให้ มาเตโอ โควาซิช หวดด้วยขวานอกกรอบแต่ยังไม่ผ่านมือ อาเดรียน 

    นาที 31 “หงส์แดง” เล่นเกมเร็วมาทางซ้าย แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน จ่ายบอลต่อให้ ซาดิโอ มาเน่ ควบบอลแหวกแนวรับเจ้าถิ่นเข้าไปอัดด้วยขวาในกรอบ แต่บอลก็ยังโดน เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ล้มตัวทุบบอลออกไปหวุดหวิด

    นาที 43 แลมพาร์ด ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกก่อนเลยหลัง มาเตโอ โควาซิช มีอาการเจ็บเล่นต่อไม่ไหวก่อนจะส่ง เมสัน เมาน์ท ลงเล่นแทน

     จบครึ่งแรก เชลซี ขึ้นนำ ลิเวอร์พูล 1-0

    ครึ่งหลัง นาที 51 วิลเลี่ยน มีอาการเจ็บอีกหลังปะทะกับแข้งหงส์แดงจนเล่นต่อไม่ไหวทำให้ แลมพาร์ด ต้องเปลี่ยนคนที่สองส่ง จอร์จินโญ่ ลงมาแทน

    เกมผ่านไปครบหนึ่งชั่วโมง “หงส์แดง” มาเสียฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ หลัง ฟาบินโญ่ เข้าบอลหนักไปเสียใส่ เมสัน เมาท์ จนล้ม ก่อนที่ เมาท์ จะลุกมาซัดฟรีคิกข้ามกำแพงไปแล้วแต่บอลเหินชนคานดังสนั่นออกหลังไป

    นาที 64 สกอร์เจ้าถิ่นขยับหนีเป็น 2-0 จากจังหวะโต้กลับเร็วของ รอสส์ บาร์คลี่ย์ พาบอลจากกลางสนามหนี ฟาบินโญ่ ก่อนตะบันด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งผ่านมือ อาเดรียน เข้าไปอย่างสวยงาม

    นาที 70 เจอร์เก้น คล็อปป์ อยู่ไม่ได้เปลี่ยนทีเดียวรวดสองคน ถอดเอา เคอร์ติส โจนส์ และดิว็อค โอริกี้ ออกแล้วส่ง เจมส์ มิลเนอร์ กับโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ลงเล่นแทน

    ท้ายเกม นาที 80 หงส์แดง ส่งสำรองคนสุดท้ายเอา อดัม ลัลลาน่า ออกแล้วส่ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ลงเล่นแทน

    ช่วงเวลาที่เหลือกลายเป็นเจ้าถิ่นที่ยังมีโอกาสมากกว่า ขณะที่ “หงส์แดง” เกมรุกยังไม่เฉียบคม ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าจบเกมส่งผลให้ เชลซี คว้าชัยเอาชนะ ลิเวอร์พูล 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยจะมีการจับสลากในวันพุธนี้ ขณะที่ “หงส์แดง” แพ้เป็นเกมที่ 2 ติดต่อกันทุกรายการ และแพ้เกมนอกบ้าน 3 นัดติดต่อกัน 


       รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
      
        เชลซี (4-2-3-1) : เกปา อาร์ริซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คูร์ต ซูม่า, มาร์กอส อลอนโซ่ – มาเตโอ โควาซิช (เมสัน เมาน์ท น.43), บิลลี่ กิลมัวร์ – เปโดร, รอสส์ บาร์คลี่ย์, วิลเลี่ยน (จอร์จินโญ่ น.51) – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (รีซ เจมส์ น.90)

        ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

        ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เนโก วิลเลี่ยมส์, โจ โกเมซ, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – ฟาบินโญ่, เคอร์ติส โจนส์ (เจมส์ มิลเนอร์ น.70), อดัม ลัลลาน่า (โมฮาเหม็ด ซาลาห์ น.80) – ทาคูมิ มินามิโนะ ,ดิว็อค โอริกี้ (โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ น.70), ซาดิโอ มาเน่
  
        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์


ที่มา : siamsport